อยากเห็นเชียงใหม่ กวดขันวินัยจราจร

ในเรื่องวินัยจราจร และจิตสำนึกของการใช้รถใช้ถนนของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเรื่องที่แปลกมาก ไม่ค่อยมีใครใส่ใจ และเป็นปัญหาที่ไม่เคยได้รับการแก้ไข สถิติของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในแต่ละคราว ก็ล้วนบ่งชี้ว่า เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ย้อนศร เลี้ยวในที่ห้ามเลี้ยว จอดรถในที่ห้ามจอด กลับรถในจุดคับขัน ไม่เปิดสัญญาณไฟเลี้ยว รถจักรยานยนต์ที่ไม่มีกระจกมองหลัง ผู้ขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ คุยโทรศัพท์ขณะขับขี่ ตลอดจนไม่สวมหมวกนิรภัย และไม่รัดเข็มขัดนิรภัย

                   ทั้งๆ ที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยว ปีหนึ่งๆ มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมายังจังหวัดเชียงใหม่หลายล้านคน ทั้งเดินทางมาด้วยรถยนต์ส่วนตัว ทั้งมากับบริษัทท่องเที่ยว นั่นยิ่งเพิ่มปริมาณรถยนต์ในจังหวัดเชียงใหม่ขี้นมาอีกไม่น้อย ซึ่งแม้จะมีการกวดขันในเรื่องวินัยจราจรเป็นพิเศษ หรือมีการรณรงค์เรื่องการขับขี่ให้ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อจะได้ป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละวัน หรือแก้ไขเรื่องการจราจรที่คับคั่งบนถนนเส้นต่างๆ  แต่ปัญหาใหญ่กลับเป็นเรื่องของการใช้รถใช้ถนนที่ขาดจิตสำนึก เพราะแม้จะรณรงค์กวดขันเรื่องวินัยจราจรมากแค่ไหน แต่หากไร้จิตสำนึกเสียแล้ว ก็คงเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะช่วยบรรเทาปัญหาการใช้รถใช้ถนนแบบ “ตามใจฉัน” อย่างทุกวันนี้ได้

            ลองอ่านเรื่องเล่าที่นำมาจากเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมในการเข้าไปตั้งกระทู้พูดคุยเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเชียงใหม่ www.cm108.com เรื่องนี้ดูซึ่งผู้เขียนขออนุญาตปรับเนื้อหาบ้างเล็กน้อย เพราะเจ้าของกระทู้เขียนไว้ค่อนข้างขาดวรรคตอน ทำให้อ่านยาก รวมทั้งปรับจากภาษาพูดให้ออกมาในรูปของภาษาเขียนเพื่อให้อ่านง่าย แล้วพิจารณาเอาเถิดว่าท่านรู้สึกอย่างไร?...

                   “ดิฉันย้ายมาอยู่เชียงใหม่ได้ 7 ปี ก็คงจะถือได้ว่าเป็นคนเชียงใหม่คนหนึ่งได้แล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาตอนประมาณ 5 โมงเย็นขณะที่ขับรถ กลับบ้านบนถนนสายหางดง เห็นรถพยาบาลของโรงพยาบาลสันป่าตองเปิดไฟขอทางมาแต่ไกล เลยรีบเปิดไฟเลี้ยวซ้ายและเลี่ยงเพื่อให้ทางแก่รถพยาบาล แต่อนิจจามีรถยนต์วีโก้ สีดำ (จำทะเบียนได้แม่นเลยค่ะ อยากจะบอกทะเบียนจริง ๆ แต่กลัวจะโดนฟ้องเอา) มัวแต่ขับกินลมชมวิวขวางทางอยู่ไม่หลบซักกะทีจนรถพยาบาลต้องบีบแตรเพื่อขอทาง... 
                    เห็นภาพแบบนี้ทำให้นึกย้อนไปเมื่อปี 2542 ตอนนั้นดิฉันทำงานอยู่ที่กรุงเทพ ฯ ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 4 เดือน แล้วเดินมากไปหน่อยทำให้ตกเลือด เวลาประมาณ 1 ทุ่มของคืนวันศุกร์ที่สามีก็ไปเข้ากะทำงานพอดี ดิฉันอยู่ที่คอนโดฯ แต่เพียงลำพัง และได้โทรบอกอาการแก่สามีแล้ว แต่รถติดมากไม่สามารถจะมาพาไปส่งโรงพยาบาลได้ทัน สามีเลยโทรแจ้ง 191 ปรากฏว่าทาง 191 ประสานงานศูนย์กู้ชีพนเรนทรให้มาช่วยชีวิตดิฉันไว้ ดิฉันอยู่คอนโดชั้น 4 เจ้าหน้าที่กู้ชีพไม่ได้ใช้ลิฟท์เลย คงเกรงว่าจะไม่ทันการ พากันวิ่งขึ้นบันไดมา จากนั้นก็รีบวัดความดัน ชีพจร แล้วรีบนำตัวดิฉันขึ้นรถพยาบาล ตอนนั้นดิฉันยังมีสติดีอยู่แต่ปวดท้องมาก เจ้าหน้าที่ถามว่าจะให้พาส่งโรงพยาบาลไหน (รถที่มารับเป็นรถของโรงพยาบาลเลิดสิน) ดิฉันบอกขอเป็นราชวิถีก็แล้วกัน เพราะไม่รู้จักโรงพยาบาลไหนแล้ว
                    ช่วงที่อยู่บนรถพยาบาล ดิฉันได้ยินเจ้าหน้าที่ประจำรถประสานงานกับตำรวจตลอดเวลา ว่าตอนนี้รถจะขึ้นทางด่วนแล้ว ขอช่วยเปิดทางให้ก่อน..แล้วได้ยินเจ้าหน้าที่โทรคุยกับสามีว่าจะนำส่งที่โรงพยาบาลราชวิถี ให้ไปรอที่โรงพยาบาลได้เลย
                    สรุปว่า วันนั้นดิฉันถึงโรงพยาบาลราชวิถีภายในเวลา 25 นาที (จากคอนโดมีเนียมย่านบางนา) และมาทราบที่หลังจากสามีว่า ทางศูนย์กู้ชีพประสานงานกับตำรวจขอช่วยเปิดไฟแดงแยกอนุสาวรีย์หมดทุกแยกพร้อมช่วยสกัดรถทุกทางให้จอดนิ่ง เพื่อที่จะให้รถพยาบาลไปก่อน คิดดูสิค่ะ ช่วงเย็นวันศุกร์รถติดแค่ไหน
                    พอลงจากรถพยาบาลแล้วดิฉันยังไม่วายกังวล จึงสอบถามเจ้าหน้าที่ถึงค่าบริการในการนำตัวดิฉันส่งโรงพยาบาล... เจ้าหน้าที่ตอบว่า อย่ากังวลเลย ขอให้คุณปลอดภัยก็ดีใจแล้ว เพราะนี่เป็นโครงการของพระเจ้าอยู่หัว.....ดิฉันยกมือประนมขึ้นเหนือหัว ก่อนที่จะไหว้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคน...
             ที่เขียนมาทั้งหมดนี่ไม่ได้หวังอะไรหรอกค่ะ เพียงแต่อยากเห็นเชียงใหม่เป็นแบบนี้บ้างและเพื่อที่จะบอกว่าคนดีคนเลวปะปนกันไปไม่ว่าอาชีพอะไรเมื่อเห็นสิ่งเลวก็อย่าลืมหันกลับมามองสิ่งดี ๆ กันบ้าง....เอาน่า คงจะมีให้เห็นอยู่บ้างแหละ”

            และนี่เป็นอีกหนึ่งข้อความในกระทู้เดียวกัน ซึ่งอ่านแล้วคงสะท้อนจิตสำนึกให้กลับคืนมาได้บ้าง...

                   “คนที่เคยรอลุ้นความเป็นความตายของคนที่เรารักอยู่ในรถพยาบาล จะรู้ดีค่ะ ว่ามันทรมานแค่ไหน?  อยากให้ถึงโรงพยาบาลเร็วเพียงใด? ดิฉันเป็นคนหนึ่ง ที่สามีประสบอุบัติเหตุเป็นตายเท่ากัน ต้องลุ้นตลอดเวลาว่า จะหยุดหายใจเมื่อไหร่? จากลำพูนไปเชียงใหม่ รู้สึกว่า เวลามันช่างยาวนาน   นับจากวันนั้น จนถึงวันนี้ เวลาผ่านไป 5 ปีแล้ว ความรู้สึกบนรถพยาบาลคันนั้น ยังอยู่กับดิฉันตลอดเวลา คราวใดที่เห็นรถพยาบาล หรือรถฉุกเฉินตามหลังมา ดิฉันจะหลบชิดซ้าย ชะลอรถ หรือจอดข้างทาง จนกว่ารถพยาบาลจะวิ่งผ่านไปทุกครั้ง และภาวนาให้คนเจ็บที่มีวินาทีเป็นวินาทีตายบนรถคันนั้นปลอดภัย..”

            ท่านผู้อ่านอ่านแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง? แม้เรื่องที่นำมาเล่าบอกนี้ ไม่ได้เป็นการทำผิดวินัยจราจรร้ายแรง หรือเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรง แต่ผู้เขียนเองต้องยอมรับว่า รู้สึกอาย รู้สึกตระหนก และกังวลใจ หากสิ่งที่เกิดขึ้นในการใช้รถใช้ถนนบนท้องถนนของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นไปอย่างไร้จิตสำนึก ขาดความรับผิดชอบ และไร้วินัยจนกลายเป็นความเคยชิน กระทั่งผู้ขับขี่ยานพาหนะเอง ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สิ่งที่ตัวเองปฏิบัติและทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เช่นที่เราเห็นกันจนชินตา ไม่ว่าจะเป็นการกลับรถในที่คับขัน การขับขี่ย้อนศร การเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาโดยไม่ให้สัญญาณไฟเลี้ยว และการเลี่ยงสัญญาณไฟจราจรตามสี่แยกต่างๆ โดยการขับรถอ้อมไปยังเส้นทางที่เป็นไฟเขียว เพื่อไปเลี้ยวซ้าย เมื่อเส้นทางที่ตนต้องการไปในทางตรงนั้นเป็นสัญญาณไฟแดง เป็นต้น เป็นการกระทำผิดวินัยจราจร และอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้  

                   ขอเถอะ ขอช่วยได้คำนึงกันสักนิด เกี่ยวกับเรื่องวินัยจราจร และจิตสำนึกในการใช้รถใช้ถนน อย่าได้ทำตามอำเภอใจ หรือเคยชินจนกลายเป็นนิสัยที่พอกพูน แก้ไม่ได้ และสุดท้ายกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่ดีไม่งามของเชียงใหม่ให้ผู้คนกล่าวขานอีกด้านที่ช่างไม่น่าภาคภูมิเอาเสียเลย...

21 กุมภาพันธ์ 2012 12:54 · 2 ปีที่แล้ว
หมวดหมู่: หนานปั๊กกะตืน

แสดงความคิดเห็น

ฟังวิทยุออนไลน์

ฟัง CM77 วิทยุอินเตอร์เน็ตล้านนา คลิกที่นี่
Happy Radio
CM77 - แอปพลิเคชันแอนดรอยด์ใน Google Play
CM77 - แอปพลิเคชันบน iOS

ผู้สนับสนุน

ตลาดต้นลำไย ตลาดวิถีวัฒนธรรมล้านนา
TOT 3G
Top North Hotel Chiangmai
Top North Tour
เชียงตุง เมืองแห่ง 3 จอม 7 เชียง 9 หนอง 12 ประตู
Google+
Facebook
Youtube
RSS feed