Skip to main content

ครอบครัวสุดท้ายสล่าหล่อพระแบบโบราณ แห่งชุมชนช่างหล่อ เมืองเชียงใหม่

ศิลปวัฒนธรรม

ช่างหล่อพระโบราณล้านนาสืบทอดมาหลายร้อยปี ถูกอพยพโยกย้ายมาสู่เมืองเชียงใหม่สมัยพระเจ้ากาวิละ ที่ประกอบไปด้วยชุมชนสกุลช่างล้านนา ช่างปั้น ช่างหล่อ ช่างเครื่องเงิน และเครื่องเขิน ผู้สื่อข่าวพาไปพบกับช่างหล่อพระ รุ่นสุดท้ายที่เหลือ 2 คนของชุมชนช่างหล่อ ที่ยังสืบสานงานศิลปะปั้นและหล่อพระแบบโบราณล้านนายึดแบบจากรุ่นสู่รุ่นมากว่า 5 รุ่น

ชุมชนช่างหล่อ บนนถนนช่างหล่อ คูเมืองด้านนอกระหว่างประตูเชียงใหม่และประตูสวนปรุง ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นช่างปั้นและหล่อพระโบราณของล้านนา ที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี ตามประวัติความเป็นมา บ้านช่างหล่อเป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงด้านประติมากรรมปั้นหล่อพระพุทธรูป ในสมัยพระเจ้ากาวิละ ช่วงทำสงครามขับไล่พม่าออกจากล้านนา ยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง พระองค์ได้รวบรวมช่างฝีมือต่างๆ เข้ามาสู่เมืองเชียงใหม่ โดยในยุคนั้น บรรดาช่างฝีมือเหล่านี้ได้รับหน้าที่ช่างหลวง มีการตั้งบ้านเรือนอยู่รวมกันเป็นชุมชนต่างๆ เช่น ช่างหล่อ, ช่างเปี๊ยะ, ช่างเงิน ฯลฯ ตั้งอยู่ใกล้เคียงกันโดยรอบแนวกำแพงเมืองทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ตามคติทักษาเมือง บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของประตูแสนปรุงและประตูหายยา โดยย่านนี้ยังใช้ชื่อถนนช่างหล่อมาจนถึงปัจจุบัน

กาลเวลาได้ผ่านมาจากอดีตถึงถึงปัจจุบัน จากรุ่นสู่รุ่น สอบถามจากสล่าผู้ทำหน้าที่หล่อและปั้นพระก็ไม่สามารถสืบค้นต่อไปได้ได้ว่าช่างปั้นพระหล่อพระแบบล้านนามีอายุมาเท่าไร แต่ที่สามารถย้อนลำดับความเป็นมาได้นั้น ตนนับเป็นรุ่นที่ 5 ของช่าง (ภาษากลาง) หรือ สล่า (ภาษาเหนือ) ที่สืบทอดวิธีการปั้นและหล่อพระตามแนวทางดั้งเดิมของชุมชนช่างหล่อที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ

สล่าอี๊ด หรือ นายชัยรัตน์ แก้วดวงแสง อายุ 59 ปี ช่างปั้นพระแบบโบราณของชุมชนช่างหล่อกับหลานชาย ปัจจุบันยังยึดอาชีพการปั้นพระแบบโบราณไว้ โดยสล่าอี๊ด กล่าวว่าการปั้นพระของตนนั้นยังยึดตามแบบโบราณที่ขึ้นรูปพระด้วยการปั้นด้วยดินเหนียวและแกลบ นำมาขึ้นรูปตามแบบของผู้ว่าจ้าง ซึ่งได้รับความนิยมของวัดตามภาคเหนือในการปั้นและหล่อพระแบบโบราณ โดยเฉพาะเซียนพระจะชื่นชอบพระลักษณะแบบนี้มาก ส่วนดินเหนียวมาจากบ้านเหมืองกุง อำเภอหางดง ที่เป็นดินเหนียวแบบปั้นพระและปั้นหม้อ ส่วนแกลบเหลืองซื้อตามโรงสีรอบตัวเมือง ซึ่งตอนนี้มีเหลือตนเองกับหลานเท่านั้นที่ยีงยึดอาชีพนี้ เพราะต้องใช้ฝีมือและความอดทนต่อการทำงานแต่ละชิ้นให้ได้พระตามที่สั่ง นับได้ว่าเป็นสล่าปั้นและหล่อพระที่เหลือ 2 คนสุดท้ายของช่างล้านนาปั้นพระแบบนี้ที่อยู่อยู่ในชุมชนแห่งนี้ ส่วนที่เหลือก็แยกย้ายไปอยู่ที่อื่น หรือไม่ก็ล้มหายตายจากไปเป็นส่วนมาก หากจะนับอายุการสืบทอดก็น่าจะมากกว่า 300-400 ปี

แต่ที่ระบุได้ตั้งแต่รุ่นทวดของทวดที่ถูกกวาดต้อนมาตั้งแต่สมัยพระเจ้ากาวิละ ส่วนก่อนหน้านี้ไม่สามารถสืบหาข้อมูลได้ ในปัจจุบันการปั้นและหล่อพระแบบดังกล่าวไม่มีผู้สืบทอดต่อ เพราะลูกหลานรุ่นหลังๆ ไม่นิยมที่จะสานต่อ ส่วนใหญ่ไปทำงานด้านอื่นๆ เพราะการปั้นพระแบบนี้ต้องใช้เวลาความอดทด จะผิดจากการหล่อพระของภาคกลางที่ใช้แบบพิมพ์เป็นอุตสาหกรรม แตกต่างจากของตนยังรักษากรรมวิธีการผลิตเป็นแบบครอบครัวอยู่ ทั้งนี้งานที่ผลิตออกมาได้รับความนิยมมีงานเข้าไม่ขาดสาย รายได้เริ่มตั้งแต่ 5 พันบาท ไปจนถึงหลักแสนบาทก็ขึ้นอยู่ชิ้นงานของพระ เริ่มจากขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว พระที่นิยมมากเป็นพระพุทธรูปแบบล้านนา พระสิงห์ 1 2 และ 3 ที่นิยมนำมาให้ปั้นหล่อในปัจจุบัน เพราะแต่ละชิ้นต้องใช้เวลา ความปราณีต ความอดทนให้ได้ชิ้นงานออกตามศิลปล้านนา

ทั้งนี้การปั้นขึ้นรูปงานด้วยดินก็ต้องยอมรับว่ารูปแบบบางทีอาจจะผิดแปลกไปบ้างไม่เหมือนแบบขึ้นรูปแบบพิมพ์ในปัจจุบัน แต่จะมีเสน่ห์ที่แต่ละชิ้นงานจะคงเอกลัษณ์ทำให้เป็นที่นิยมของเซียนพระ ทั้งนี้ในปัจจุบันมีนักศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้ความสนใจเข้าศึกษาดูงานขั้นตอนการทำต่างๆ แต่ไม่มีผู้ยึดเอาเป็นอาชีพ ส่วนผู้ที่สนใจและต้องมีใจรักกับการปั้นพระแบบโบราณล้านนา จริงๆ ถึงจะสามารถยึดเป็นอาชีพได้ ทำให้ในปัจจุบันงานแบบนี้หลังจากหมดยุคของตนไปแล้วก็หมดหายไปงานสล่า หรือง่านชั้นปั้นพระโบราณล้านนา ส่วนผู้สนใจจริงๆ ก็ยินดีถ่ายทอดภูมิปัญหางานปั้นพระโบราณแบบล้านนนา

ข้อมูลเพิ่มเติม

081-882-7178