Skip to main content

ฮือฮา! พบค้างคาวเผือกในถ้ำหลวงแม่สาบ อำเภอสะเมิง

ข่าวทั่วไป

ฮือฮาเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติขุนขานพบค้างความเผือกอาศัยอยู่ในถ้ำหลวงแม่สาบอำเภอสะเมิง หลังเจ้าหน้าที่เข้าไปสำรวจภายในถ้ำ และถ่ายรูปมาได้

ด้านหัวหน้าอุทยานแห่งชาติขุนขาน กล่าวว่านอกจากนี้ภายในถ้ำหลวงแม่สาบ ยังมีหินงอกหินย้อย รูปนอแรด รูปแมวน้ำ รูปเจ้าแม่กวนอีม รูปลิง รูปไดโนเสาร์ และลวดลายสีสันของหินภายในถ้ำ ซึ่งทางอุทยานเปิดให้นักท่องเที่ยวนิยมสามารถเดินทางมาชมความสวยงามของถ้ำตลอดทั้งปี

กรณีชาวบ้านบอกเล่าว่า มีผู้พบค้างคาวเผือกที่ถ้ำหลวงแม่สาบ อำเภอสะเมิง ต่อมาผู้สื่อข่าวจึงได้สอบถามข้อเท็จจริงจากนายสิทธิ์ วิมาลา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติขุนขาน อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ยื่นยันว่า มีค้างคาวเผือกจริงในถ้ำหลวงแม่สาบ ตนและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในอุทยานฯ ได้สำรวจสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่รับผิดชอบ พบมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ คือ ถ้ำหลวงแม่สาบ ยืนยันมีค้างคาวเผือกที่หาชมยากจริง นอกจากนี้ภายในถ้ำยังมีหินรูปนอแรด รูปแมวน้ำ รูปเจ้าแม่กวนอีม รูปลิง รูปไดโนเสาร์ และลวดลายสีสันของหินภายในถ้ำ อีกทั้งหินงอก หินย้อย มีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาชมความสวยงามของถ้ำตลอดทั้งปี ซึ่งนักท่องเที่ยวจะเดินทางมาเที่ยวสามารถเข้าชมได้ฟรี อีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจ นักท่องเที่ยวจะนับดูว่าจะมีค้างคาวเผือกในถ้ำนี้จำนวนกี่ตัว เพราะที่ผ่านมาพบแล้วหลายตัว แต่ยืนยันจำนวนไม่ได้ เพราะค้างคาวเผือกส่วนใหญ่จะอยู่ด้านในสุดของถ้ำ เข้าลำบากต้องคลานเข้าไปจะอยู่ในถ้ำหลวงทางน้ำ

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติขุนขาน กล่าวอีกว่า ที่ถ้ำหลวงแม่สาบ เมื่อนับจำนวนถ้ำจากซ้ายไปขวา เรียงกันไปตามแนวเขามี 4 ถ้ำ ประกอบด้วย

  1. ถ้ำหลวงทางน้ำ
  2. ถ้ำอุโบสถ
  3. ถ้ำมรกต
  4. ถ้ำเพชร

ทั้ง 4 ถ้ำนี้จะเรียกรวมว่าถ้ำหลวงแม่สาบ โดยถ้ำที่มีค้างคาวเผือก มีร่องรอยการกัดเสาะของน้ำ มีลวดลายหินสวยงามแตกต่างกันไป มีต้นไม้กลายเป็นหิน มีหินงอกหินย้อยสวยงาม ที่น่าแปลกคือ ถ้ำที่นี้ในอดีตเคยเป็นเส้นทางน้ำและมีปลาด้วย ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาไม่มีน้ำ น้ำแห้งหายไปและปลาก็ไม่สามารถอยู่ได้ จะเหลือเพียงน้ำขังอยู่บางจุดจากฝนตกเท่านั้น

จุดเด่นของถ้ำหลวงทางน้ำ ลึกไป 150 เมตร มีค้างคาวเผือกจำนวนหนึ่ง จะพบเห็นในถ้ำหลวงทางน้ำเท่านั้น จะอยู่ในส่วนของห้องโถงด้านในสุดของถ้ำ มีหินย้อยมาปิดกันห้องโถงใหญ่ด้านใน หากจะเข้าไปก็จะต้องคลานลงไป จึงเป็นที่อยู่ของค้างคาวเผือกดังกล่าว ซึ่งภาพที่ได้ออกมานั้น ได้จากเจ้าหน้าที่เข้าไปถ่ายได้มาส่วนหนึ่งเท่านั้น ก่อนหน้านี้นักท่องเที่ยวที่ชอบผจญภัยได้ถ่ายภาพค้างคาวเผือกจะเห็นภาพที่ชัดเจนมากหลายคนแล้ว ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ สำหรับค้างคาวเคยสำรวจก่อนนั้นพบว่ามีจำนวนกว่า 50,000 ตัว ล่าสุดยังไม่ได้สำรวจ แต่ลดลงไปจำนวนมากเพราะค้างคาวได้ออกไปหากินและย้ายไปอยู่ที่อื่น กรณีค้างคาวเผือกเมื่อชาวบ้านทราบก็บอกเล่ากันปากต่อปาก บางคนเชื่อเรื่องโชค ก็จะเข้าไปนับเอาตัวเลขจำนวนค้างคาวอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้ำที่นี้เปิดให้เที่ยวชมฟรี ถ้ำจุดที่ 2 ถ้ำอุโบสถ ก่อนหน้านี้ได้มีพระสงฆ์ธุดงมาอาศัยอยู่ที่ถ้ำแห่งนี้ ได้สร้างพระพุทธรูปไว้ และได้ใช้ถ้ำนี้เป็นอุโบสถเพื่อประกอบกิจสงฆ์ และมีปล่องด้านบนสามารถมองเห็นท้องฟ้า ได้อย่างสวยงามยามค่ำคืน คล้ายปล่องภูเขาไฟ วันไหนพระจันทร์เต็มดวงจะมีแสงส่องลงมาสวยงามมาก และถ้ำแห่งนี้มีดอกไม้ที่หายากขึ้นอยู่ สายพันธ์เดียวกับดอกบีกาเนีย ที่ขึ้นอยู่ที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ พบเห็นได้อีกที่กิ่วแม่ปานด้วย จะพบเห็นมากในช่วงเดือน ตุลาคม และเดือนพฤศจิกายนของทุกปีเท่านั้น และมีหินย้อยเป็นรูปเสือในถ้ำด้วย ถ้ำแห่งที่ 3.ถ้ำมรกต มีหินรูปลิงอยู่หน้าถ้ำ ด้านในมีหินงอกเป็นรูปไดโดเสาร์ ที่สวยงามคือจะมีผนังถ้ำทั้งหมดเป็นสีเขียว มีตระไคร้น้ำเกาะอยู่ เย็นสงบเงียบ และมีปล่องทะลุมองไปท้องฟ้าฟ้าได้เช่นกัน ถ้ำที่ 4 ถ้ำเพชร จะมีหินย้อยลงมาเป็นช่อๆ จะมีประกายเพชรแวววับสวยงามจำนวนมาก มีหินย้อยในถ้ำนี้จำนวนหลายก้อน

นายสิทธิ์ วิมาลา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติขุนขาน กล่าวอีกว่า ถ้ำนี้มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า เกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าเลียบโลก เดินทางมาถึงถ้ำแห่งนี้ ก่อนนั้นเป็นป่ามีพระฤาษีอยู่ที่ถ้ำแห่งนี้จำนวน 1 ตน และมีนายพรานคนหนึ่งได้ล่ากวางป่าหนีมาหลบอยู่ที่ถ้ำแห่งนี้แล้วหายไปในถ้ำไม่มีใครพบเห็นอีกเลย จากนั้นก็มีพระสงฆ์จำนวน 3 รูปเข้าไปในถ้ำนี้อีก แล้วก็หายไปอีก 3 วัน จากนั้นชาวบ้านได้เข้าไปตามหาในถ้ำโดยจุดใต้ เป็นแสงไฟนำทางไปในถ้ำ พอไฟดับก็หาท่อนไม้ในถ้ำ นำมาจุดเป็นไฟเดินทางต่อ จนกระทั่งทะลุไปถึงถ้ำเชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ก็พบว่าไม้ที่นำมาจุดไฟกลายเป็นทองคำ ส่วนพระสงฆ์ที่หายไปในถ้ำก็พบที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ พบว่าพระสงฆ์มีผมยาวอีกด้วย ซึ่งเป็นคำบอกเล่าสืบต่อกันมา

ข้อมูลเพิ่มเติม