Skip to main content

เจ้าของฟาร์มนกยูงไอเดียดีนำขนนกยูงทำเครื่องประดับแฮนด์เมดชิ้นเดียวในโลก

ซะป๊ะเรื่องราว

เจ้าของฟาร์มนกยูง และไก่ฟ้าวัย GEN Y  ไอเดียดีนำขนนกยูงในช่วงที่สลัดขนมาเพิ่มมูลค่าเป็นต่างหู ใช้วัสดุล้ำค่ามาประยุกต์ อาทิ ทองคำ พลอย นาค หินมงคล ลูกค้าคนไทยและต่างชาติชื่นชอบ เพราะเป็นงานแฮนด์เมดชิ้นเดียวในโลกที่สวยแปลกตา ไม่ซ้ำแบบ  รายได้ช่วยเป็นค่าเลี้ยงดูนกยูงในฟาร์ม ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

โดยคุณยุพาภรณ์ แก้วคำ หรือ น้องเจี๊ยบ วัย 23 ปี  อยู่บ้านเลขที่ 32 ม.3 ต.แม่ฮี้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน เจ้าของเครื่องประดับหางนกยูงแท้ แบรนด์ โมรียา เปิดเผยว่า ที่บ้านเป็นฟาร์มเพาะพันธุ์สัตว์ป่าถูกต้องตามกฎหมาย ขึ้นทะเบียนกับกรมป่าไม้ โดยมีพี่ชายคือ นายยุทธนาศักดิ์  แก้วคำ เป็นคนดูแลฟาร์ม  สัตว์ที่เลี้ยงไว้ มีไก่ฟ้า นกยูง 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ไทยและพันธุ์อินเดีย และกวางดาว วัตถุประสงค์ที่เลี้ยงก็เพราะมีความชอบ เลี้ยงเพื่อดูเล่นและส่วนหนึ่งปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ในพื้นที่ที่ปลอดภัย เพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมของสัตว์ตามธรรมชาติ สำหรับการเพิ่มมูลค่าขนนกยูงนั้น เจ้าของฟาร์ม ให้ข้อมูลว่า ในช่วงฤดูฝน หรือราวเดือนพฤษภาคมของทุกปี นกยูงจะผลัดขน ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้เห็นคุณค่ากระทั่งเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ทดลองเก็บขนนกยูงมาทำเป็นต่างหู แล้วลงโพสขายในเพจ และเฟซบุ๊ค ปรากฏว่าได้การตอบรับดี เริ่มมีคนสนใจสั่งซื้อ จากงานอดิเรกเลยกลายเป็นธุรกิจขึ้นมา

คุณเจี๊ยบ บอกว่า ได้ทดลองนำขนนกยูงมาทำต่างหู ทีแรกก็ลองทำใส่เองเล่นๆก่อน ปรากฏว่าคนรอบข้างชื่นชอบ และเริ่มมีลูกค้าสนใจเรียกร้องให้ทำจำหน่าย เลยลองออกแบบมาเรื่อยๆก็ได้รับความนิยมดี จึงทำบรรจุภัณฑ์ สร้างแบรนด์เป็นของตนเองซึ่งใช้ชื่อว่า “โมรียา” ซึ่งมีความหมายว่า นกยูงอันเป็นที่รัก และพัฒนารูปแบบของต่างหูอย่างจริงจัง มีการนำวัสดุอื่นมาประยุกต์ด้วย อาทิ ไข่มุก ทองคำ พลอย นาค เงิน และหินมงคล เป็นต้น  

ส่วนขนของนกยูงที่ใช้ทำเครื่องประดับ ยืนยันว่า ไม่ได้เบียดเบียนสัตว์แน่นอน  เพราะขนที่ได้มาเป็นขนที่นกยูงผลัดเองตามธรรมชาติ ซึ่งจะได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น นกยูงจะผลัดขนในช่วงหน้าฝน และขนจะขึ้นใหม่ในช่วงหน้าหนาว  และจะสามารถเก็บขนของนกยูงไว้ได้มากพอที่จะรองรับตลาดและออเดอร์จากลูกค้าได้ตลอดปีแน่นอน นกยูงในฟาร์มถูกเลี้ยงแบบปลอดภัย โดยมีพี่ชายซึ่งเชี่ยวชาญในการดูแลสัตว์อย่างดีคอยดูแล พื้นที่เลี้ยงค่อนข้างกว้างมีสนามหญ้าให้เดิน นกยูงจะไม่เครียด โดยนกยูงที่เลี้ยง 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ไทยและพันธุ์อินเดีย จะมีความแตกต่างกัน  ขนนกยูงอินเดียจะมีสีน้ำชา สีทอง และสีขาวล้วน ส่วนพันธุ์ไทย ขนจะมีลูกเล่น มีมิติ เวลาโดนแดดจะมีความมันวาว หรือที่เรียกกันว่า แววมยุรา ส่วนกระบวนการผลิต ขั้นตอนแรก ต้องนำขนนกยูงมาทำความสะอาด คัดเลือกเฉพาะขนที่มีความสมบูรณ์และสวยงามเพื่อหาคู่ให้เหมือนกัน หลังจากนั้นก็ นำขนนกยูงทาน้ำมันบำรุง เพื่อเพิ่มความมันวาว และขั้นตอนสุดท้าย นำไปทำเป็นต่างหู โดยประยุกต์วัสดุอื่นร่วมด้วย อาทิ หินมงคล หลากสี เครื่องเงิน ทองคำ เพื่อเพิ่มลูกเล่นและเพิ่มมูลค่า

ด้านการทำตลาดของแบรนด์โมรียา ปัจจุบันใช้ช่องทางจำหน่ายออนไลน์ และส่งออกไปเยอรมนี อังกฤษ นอกจากนี้มีลูกค้ารายใหญ่ชาวไทย ร้าน มาเรียม เฮิร์บ ได้ออเดอร์สินค้าไปจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว บริเวณร้านค้าในถนนคนเดินปาย ตอนกลางคืน ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และขายดีเป็นอย่างมาก  ซึ่งเจ้าของ ระบุว่า เนื่องจากเป็นงานแฮนด์เมด ที่หายาก  ต่างหูแต่ละคู่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก และขนนกยูงเก็บได้เพียงปีละครั้ง แต่ถึงอย่างไร สินค้ามีเพียงพอต่อความต้องการของตลาด แน่นอน ส่วนรายได้จากการจำหน่ายต่างหู จะนำไปเลี้ยงดูนกยูงในฟาร์มต่อ ก่อนจะนำไปปล่อยสู่ธรรมชาติต่อไป

สำหรับราคาต่างหูขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่ใช้ เริ่มต้นที่ 450-9999 บาท มีการรับประกันหนึ่งปี สามารถส่งซ่อมฟรีได้ 1 ครั้ง และสามารถจำหน่ายสินค้าได้เดือนละไม่น้อยกว่า  40 คู่ ส่วนในอนาคตคาดว่าจะมีการต่อยอดทางธุรกิจแฮนด์เมดขนนกยูง เป็นเครื่องประดับอื่นๆอีก เช่น ผ้าคลุมไหล่ ปิ่นปักผม เรียกได้ว่าเป็นเด็กวัยรุ่นยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จในด้านของการสร้างรายได้ให้อย่างงามแก่ครอบครัว และยังเป็นการช่วยสงวนสัตว์หายากให้แพร่พันธุ์สู่ธรรมชาติอีกด้วย จากไอเดียที่บรรเจิดสู่งานแฮนด์เมดชิ้นเลอค่า และหายาก ขยายไปสู่ตลาดความงามระดับโลกได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งน้อยคนนักจะสามารถทำได้

สำหรับผู้ที่สนใจ เครื่องประดับจากนกยูง สามารถติดต่อได้ที่ คุณเจี๊ยบ ยุพาภรณ์ แก้วคำ เบอร์โทรศัพท์ 062-264-6282 และผู้ที่สนใจสอบถามเกี่ยวกับการเลี้ยงนกยูง ติดต่อ โจ้ ยุทธนาศักดิ์ แก้วคำ 089-560-4258

ข้อมูลเพิ่มเติม

คุณเจี๊ยบ ยุพาภรณ์ แก้วคำ 062-264-6282, โจ้ ยุทธนาศักดิ์ แก้วคำ 089-560-4258