คดีตัดนางพญาเสือโคร่งดอยปุยเดินหน้าต่อ! เทศบาลเมืองสุเทพลงพื้นที่แจงข้อเท็จจริง ตำรวจเร่งสอบผู้เกี่ยวข้อง 7 ราย
เชียงใหม่ – คดีตัดต้นนางพญาเสือโคร่ง หรือ “ซากุระเมืองไทย” บริเวณพื้นที่สัญลักษณ์สถานแห่งการเสด็จพระราชดำเนิน บ้านม้งดอยปุย หมู่ 11 ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมจับตา หลังต้นไม้ถูกตัดจนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ล่าสุด เทศบาลเมืองสุเทพร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมชี้แจงลำดับเหตุการณ์และแนวทางดำเนินงาน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง

ลงพื้นที่ตรวจสอบ บูรณาการหลายหน่วยงาน
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 นายสุรเชษฐ์ ตาคำมา นายกเทศมนตรีเมืองสุเทพ พร้อมด้วยนายกริชสยาม คงสตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) นายธงชัย นาราษฎร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย ตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ และกำนันตำบลสุเทพ ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีการตัดต้นนางพญาเสือโคร่งบริเวณจุดชมวิวดอยปุย
การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและประสานการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการดูแลรักษาพื้นที่ป่าไม้และอุทยานแห่งชาติ ซึ่งต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายและอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน
นายกเทศมนตรีแจงลำดับเหตุการณ์ต่อสื่อมวลชน
ในการลงพื้นที่ นายสุรเชษฐ์ ตาคำมา นายกเทศมนตรีเมืองสุเทพ ได้ชี้แจงลำดับข้อเท็จจริง รายละเอียดความเป็นมา และแนวทางการดำเนินงานของเทศบาลต่อสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน พร้อมประสานการปฏิบัติงานกับหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ลงมือตัดต้นไม้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และผู้ที่อาจสั่งการ ยังต้องอาศัยผลการตรวจสอบและพยานหลักฐานจากหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นสำคัญ

เปิดปมความเสียหาย ต้นไม้ถูกตัด 15 ต้น
ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุยตรวจสอบพื้นที่ พบต้นไม้ยืนต้นถูกตัดรวม 15 ต้น แปรรูปเป็นท่อนไม้ 46 ท่อน ในจำนวนนี้เป็นต้นนางพญาเสือโคร่ง 11 ต้น รวม 40 ท่อน
เหตุการณ์กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ หลังมีการเผยแพร่ภาพเปรียบเทียบสภาพพื้นที่ก่อนและหลังการตัดต้นไม้ โดยบริเวณดังกล่าวเป็นจุดชมวิวและพื้นที่ที่ชาวบ้านร่วมกันปลูกต้นนางพญาเสือโคร่งมาตั้งแต่ปี 2550 จึงเกิดเสียงเรียกร้องให้ตรวจสอบผู้รับผิดชอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างโปร่งใส
ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า กลุ่มจิตอาสาที่เข้ามาช่วยงานในพื้นที่อ้างว่าต้องการทำความสะอาดบริเวณพลับพลาและเห็นว่าต้นไม้บดบังพื้นที่ แต่ทางอุทยานฯ ยืนยันว่าการอนุญาตให้ทำความสะอาดไม่ได้หมายถึงการอนุญาตให้ตัดต้นไม้
ตำรวจเร่งรวบรวมหลักฐาน จับตาผู้เกี่ยวข้อง 7 ราย
ด้านความคืบหน้าทางคดี ก่อนหน้านี้ตำรวจภูธรภาค 5 และ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ ได้ประชุมติดตามความคืบหน้า พร้อมแบ่งกลุ่มบุคคลที่ต้องตรวจสอบ ทั้งนักการเมืองท้องถิ่น เจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายปกครองและเทศบาล ชาวบ้านที่ร่วมตัดต้นไม้ และผู้ที่อาจเกี่ยวข้องกับการสั่งการเบื้องหลัง
มีรายงานว่าพนักงานสอบสวนกำลังตรวจสอบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเป้าหมาย 7 ราย โดยก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยว่าพบผู้กระทำผิดที่มีหลักฐานชัดเจนแล้ว 1 ราย และเตรียมสอบปากคำพยานเพิ่มเติมเพื่อประกอบสำนวนคดี
ทั้งนี้ การออกหมายจับและการระบุความผิดของบุคคลใดต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและขั้นตอนทางกฎหมาย โดยยังไม่อาจถือได้ว่าบุคคลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเป็นผู้กระทำผิดจนกว่าจะมีการพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรม

สังคมรอคำตอบ ใครต้องรับผิดชอบต่อความเสียหาย
คดีตัดต้นนางพญาเสือโคร่งดอยปุยไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการตัดต้นไม้ในพื้นที่อุทยานฯ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิทัศน์แหล่งท่องเที่ยว และความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง
สิ่งที่ประชาชนกำลังจับตาคือ ผลการตรวจสอบที่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้ลงมือตัดต้นไม้ การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีผู้เกี่ยวข้องหรือผู้สั่งการอยู่เบื้องหลังหรือไม่
จากนี้ต้องติดตามว่าการทำงานร่วมกันของเทศบาลเมืองสุเทพ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย ฝ่ายปกครอง และตำรวจ จะนำไปสู่ข้อสรุปที่ชัดเจนและการดำเนินคดีตามกฎหมายได้มากน้อยเพียงใด
ที่มา: เทศบาลเมืองสุเทพ และข้อมูลความคืบหน้าคดีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

