เหตุการณ์ที่ถามถึงคือหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์อาชญากรรมที่ระทึกใจที่สุดครั้งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ครับ คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2526 (กว่า 40 ปีมาแล้ว) เป็นเหตุการณ์ “จี้เครื่องบินพาณิชย์ภายในประเทศ” ที่กินเวลายาวนานและกดดันกว่า 9 ชั่วโมง ท่ามกลางวงล้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารกว่า 200 นาย ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่
ลำดับเหตุการณ์ใน “9 ชั่วโมงระทึก” สรุปรายละเอียดได้ดังนี้ครับ
1. จุดเริ่มต้นกลางน่านฟ้า
ในเช้าวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2526 เครื่องบินเดินอากาศไทย (ในยุคนั้น) ออกเดินทางตามเส้นทางปกติ แต่ในระหว่างที่เครื่องอยู่กลางเวหา มีกลุ่มคนร้ายจำนวน 3 คน นำโดย อดีตข้าราชการชายคนหนึ่ง ลุกขึ้นประกาศยึดเครื่องบิน โดยในมือถือวัตถุที่อ้างว่าเป็น “ระเบิด”
-
คำสั่งคนร้าย: สั่งให้กัปตันเปลี่ยนเส้นทางบิน บังคับให้นำเครื่องมุ่งหน้าไปลงจอดที่ จังหวัดเชียงราย
-
แผนแก้ไขสถานการณ์: พนักงานต้อนรับบนเครื่อง (แอร์โฮสเตส) มีสติมาก ได้ออกอุบายแจ้งคนร้ายว่า “น้ำมันเชื้อเพลิงไม่เพียงพอที่จะบินไปถึงเชียงราย” จำเป็นต้องนำเครื่องลงจอดเพื่อเติมน้ำมันก่อน คนร้ายจึงยอมให้กัปตันนำเครื่องลงจอดที่ สนามบินเชียงใหม่ ในเวลาประมาณ 11.45 น.
2. วิกฤตการณ์ปิดสนามบินเชียงใหม่
เมื่อเครื่องบินแตะรันเวย์สนามบินเชียงใหม่และจอดนิ่ง รถโดยสารของสนามบินพยายามเข้าไปรับผู้โดยสารตามปกติ แต่ประตูกลับปิดสนิท ก่อนที่วิทยุจากกัปตันจะส่งสัญญาณด้วยน้ำเสียงสั่นเครือมายังหอบังคับการบินว่า “เครื่องบินถูกสลัดอากาศยึด มีคนร้ายพร้อมอาวุธ 3 คน ควบคุมตัวประกันไว้ทั้งหมด”
-
การปิดล้อม: กองทัพภาคที่ 3 และตำรวจภูธรภาค 5 สั่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่ติดอาวุธครบมือกว่า 200 นาย เข้าปิดล้อมรันเวย์และตรึงพื้นที่สนามบินเชียงใหม่ทันที
-
การหลบหนีของตัวประกันชุดแรก: เวลาประมาณ 12.30 น. ท่ามกลางความตึงเครียด กัปตัน, ผู้ช่วยนักบิน, แอร์โฮสเตส 2 คน และผู้โดยสารอีก 1 คน อาศัยจังหวะที่คนร้ายหันไปสนใจทางอื่น ปีนหน้าต่างห้องนักบินหลบหนีลงมาได้สำเร็จ และเข้าให้ข้อมูลสำคัญกับเจ้าหน้าที่
-
ความกดดันในห้องโดยสาร: เมื่อสูญเสียนักบิน คนร้ายเริ่มคลุ้มคลั่ง ประกอบกับเวลาผ่านไปจนถึงบ่ายสองโมง เครื่องยนต์ถูกดับ อากาศภายในตัวเครื่องร้อนระอุเหมือนเตาอบ ออกซิเจนเริ่มหมดลง จนตัวประกัน (ซึ่งมีเด็กเล็กรวมอยู่ด้วย) เริ่มหายใจลำบาก ทหารอากาศไทยต้องยอมถอดเสื้อเดินชูป้ายรอบตัวเครื่องเพื่อขอเจรจาด้านมนุษยธรรม

3. ข้อเรียกร้อง และแผน “แหกวงล้อม”
คนร้ายส่งจดหมายยื่นคำขาด ยืนยันข้อเรียกร้อง 2 ข้อ:
-
ขอเงินสดจำนวน 3 แสนบาท
-
ขอนักบิน (กัปตัน) 1 คน เพื่อมาขับเครื่องบินไปส่งพวกตนที่เชียงราย
เจ้าหน้าที่พยายามยื้อเวลาและวางแผนจะใช้ “หน่วยคอมมานโด” บุกจู่โจมในช่วงค่ำ แต่พอเวลาเดินทางมาถึง 18.00 น. (ผ่านไปแล้วกว่า 6 ชั่วโมง) คนร้ายเริ่มรู้ตัวว่าการเจรจาถ่วงเวลา และไม่มีทางได้บินต่อแน่ ๆ พวกเขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนแผนอย่างบ้าบิ่นด้วยการ ต้อนตัวประกันที่เหลือลงจากเครื่องบิน แล้วบังคับขึ้นรถยนต์ทหารที่จอดอยู่ใกล้ ๆ ขับพุ่งแหกด่านตรวจของเจ้าหน้าที่หนีออกไปทางเส้นทาง “เชียงใหม่ – หางดง” หายไปในความมืด

4. ปิดฉากการไล่ล่ากลางป่าลึก
หลังจากคนร้ายขับรถแหกวงล้อมหนีไปได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ปรากฏว่าในเวลาต่อมา คนร้ายเกิดเปลี่ยนใจหักรถเลี้ยวกลับมา ปล่อยตัวประกันที่เหลือทั้งหมดทิ้งไว้ที่บริเวณหลังสนามบินเชียงใหม่ โดยไม่มีใครได้รับอันตราย จากนั้นกลุ่มคนร้ายก็ขับรถหนีขึ้นเขาไป
-
วันที่ 19 มกราคม: เจ้าหน้าที่พบรถคันที่ใช้หลบหนี ถูกทิ้งดิ่งลงเหวข้างทางลึกกว่า 5 เมตรในเขตตำบลบ้านโป่ง อำเภอหางดง และมีรายงานว่าคนร้ายได้ใช้อาวุธจี้บังคับรถชาวบ้านเพื่อหนีต่อเข้าสู่เส้นทางป่าลึกสาย “หางดง – สะเมิง”
-
วันที่ 20 มกราคม (ปิดคดี): กำลังเจ้าหน้าที่ปิดล้อมป่าละแวกนั้นทั้งหมด มีชาวบ้านแจ้งเบาะแสว่าพบกลุ่มชายแปลกหน้าไปขอข้าวพระกินประทังชีวิต จนกระทั่งบ่ายวันนั้น เจ้าหน้าที่สามารถเข้าชาร์จตัวและจับกุมสลัดอากาศแก๊งนี้ได้ทั้งหมดที่บริเวณโรงโม่หินแห่งหนึ่งในเขตอำเภอหางดง

5. มูลเหตุจูงใจ: “ขอเลว ถ้าทำดีไม่ได้ดี”
หลังถูกจับกุม หัวหน้าแก๊งสลัดอากาศรายนี้สารภาพว่า อดีตเคยเป็นข้าราชการ แต่ถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยเรื่องคอร์รัปชันอย่างหนักจนต้องลาออก รู้สึกเครียดและหมดหนทางในชีวิต จึงเกิดความคิดประชดสังคมว่า “ขอเลว ถ้าทำดีไม่ได้ดี” และชวนพรรคพวกมาก่อเหตุปล้นเครื่องบินหวังเงินไปตั้งตัว
นับเป็นเหตุการณ์จี้เครื่องบินครั้งประวัติศาสตร์ของไทยที่จบลงโดยไม่มีผู้ใดสูญเสียชีวิต และสะท้อนภาพความระทึกขวัญที่ชาวเชียงใหม่ในยุคปี 2526 ไม่มีวันลืมครับ
ที่มาของภาพ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ





