เชียงใหม่: คณะสัตวแพทยศาสตร์ มช. เดินหน้าพัฒนาชุดตรวจ ATK โรคเลือดออกในช้าง หวังช่วยชีวิตช้างไทย รู้ผลไวใน 15 นาที สกัด “ไวรัสเฮอร์ปีส์” คร่าชีวิตช้างเด็ก ก่อนล้มตายใน 72 ชั่วโมง
วันที่ 26 พ.ค. 69 ที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์ ดร. ธัญมาส กันธวัง อาจารย์ประจำคณะสัตวแพทยศาสตร์และศูนย์สุขภาพช้างและสัตว์ป่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้การต้อนรับ ดร.วที สีสวย ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนา และหัวหน้าโครงการ “Affinome Innovation Acceleration Program” เพื่อเร่งพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว (Rapid Diagnosic Test : RDT) สำหรับโรคเลือดออกในช้าง จากเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ (EEHV : Elephant endotheliotropic herpesvirus) หลังยกระดับงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การนำผลงานวิจัยช่วยเหลือชีวิตช้างไทยอย่างเป็นรูปธรรม
อาจารย์ ดร. ธัญมาส กันธวัง อาจารย์ประจำคณะสัตวแพทยศาสตร์และศูนย์สุขภาพช้างและสัตว์ป่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า เริ่มงานวิจัยมาประมาณ 8 ปี ช่วงประมาณปี 2560 ก่อนเกิดโควิดแพร่ระบาด ชุดตรวจ ATK ตอนนั้นยังไม่นิยม แต่เนื่องจากมีไวรัสตัวหนึ่งชื่อว่า ไวรัสเฮอร์ปีส์ (EEHV: Elephant endotheliotropic herpesvirus) หรือโรคเลือดออกในช้าง ที่จริงไวรัสนี้พบเจอได้ทั้งคนและช้าง แต่ความรุนแรงต่างกัน ซึ่งในช้างจะเกิดความรุนแรงที่มากกว่า ทำให้เกิดภาวะเลือดออกและภาวะบวมน้ำ เมื่อช้างป่วยก็จะทำให้ล้มและเสียชีวิตได้ภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง เป็นสาเหตุหลักที่เมื่อช้างป่วยและตรวจไม่ทัน
ตนซึ่งเป็นอาจารย์ ของคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มช. ก็จะทำงานร่วมกับศูนย์อนุรักษ์ช้างอยู่แล้ว ก็จะเห็นปัญหาต่างๆ ที่สัตวแพทย์พูดคุยมาอย่างต่อเนื่อง และที่ช้างล้มป่วยและตายไป ก็มาจากการที่เดินทางไปตรวจไม่ทัน การเดินทางไปรักษาช้างในพื้นที่ห่างไกล ทำให้ใช้เวลาเดินทางนาน เมื่อไปถึงก็ต้องเก็บเลือดมาตรวจ กว่าจะทราบผลก็ช้า โอกาสเสี่ยงที่ช้างเสียชีวิตก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยสาเหตุนี้ จึงต้องการพัฒนาชุดตรวจเพื่อที่สามารถตรวจหาสาเหตุของโรคไวรัสเฮอร์ปีส์ ในช้างให้ได้เร็วขึ้น สามารถตรวจที่บริเวณช้างป่วยได้ทันที และให้ทราบผลตรวจเร็วที่สุด ซึ่งจากการทดสอบด้วยโมเดลของชุดตรวจ ใช้เวลาตรวจ 10 – 15 นาที ก็ทราบผล และผลการตรวจที่ได้ก็แม่นยำประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ทำให้สามารถรักษาช้างได้ทัน สามารถช่วยชีวิตช้างได้

อัตราการสูญเสียชีวิตของช้างด้วยโรคนี้จากสถิติก็ประมาณ 10 กว่าเชือกต่อปี และเป็นกลุ่มช้างเด็ก อายุ 3 – 8 ปี เนื่องจาก เพราะภูมิคุ้มกันของช้างเริ่มตกลงหลังจากหย่านมแม่ การเจ็บป่วยส่วนใหญ่ก็เจอได้ทั้งช้างที่เลี้ยง และช้างป่า แต่ช้างป่านั้น กว่าจะเข้าไปถึงก็รักษาไม่ทันแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการตรวจซากช้าง ถึงได้เจอว่าป่วยด้วยโรคนี้
ชุดตรวจนี้จะง่ายๆ เหมือน ให้เจ้าหน้าที่พกพาได้ เพราะเป็นเหมือนชุดตรวจ ATK เพียงแค่เจาะเลือดช้างและนำมาหยดลงแผ่นตรวจ แล้วรอเวลาก็ทราบผลได้ทันที ที่สำคัญคือตรวจได้ตั้งแต่ก่อนช้างป่วยเลย จะได้ทราบว่า ช้างมีความเสี่ยง หรือติดโรคแล้วแต่ยังไม่แสดงอาการหรือไม่ ประกอบกับในต่างประเทศยังไม่เห็นมีการทำชุดตรวจที่รวดเร็วแบบนี้ และโมเดลช่วงที่สอง ที่ได้ทำการพัฒนา ก็ได้มีการทำ MOU หรือพัฒนาร่วมกับ UTech University ค่ะ ในการซัพพอร์ตในตัวของนาโนบอดี้ ที่จะทำให้พัฒนาชุดตรวจมีความจำเพาะและมีความไวสูงขึ้น ตรวจแม่นยำมากขึ้น และการทำชุดตรวจขึ้นมาก็ต้องมีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น ขณะนี้ก็ขอบคุณบริษัท แอฟฟิโนม จำกัด ที่ได้ให้ความสนใจด้านงานวิจัยนี้ และได้เข้ามาสนับสนุนในการผลิตชุดตรวจให้ได้มาตรฐาน ก่อนที่จะส่งไปตรวจได้ในหลายๆ พื้นที่ ซึ่งการรับรองมาตรฐานเหล่านี้ เป็นการรับรองระดับโลก ทำให้มีการตรวจที่แม่นยำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก่อนหน้านี้ชุดตรวจมีความแม่นยำ 80% หลังจากได้รับการสนับสนุนนี้ก็จะมีความแม่นยำที่สูงขึ้น
ในอนาคตก็อาจจะพัฒนาชุดตรวจไปยังสัตว์เศรษฐกิจ รวมถึงสัตว์เลี้ยงตามบ้านด้วย เนื่องจากมีคนอยากเห็นว่าปัจจุบันโรคพิษสุนัขบ้านมีการระบาดมากขึ้น เพราะวิธีที่ตรวจจะต้องฆ่าสุนัข แล้วตัดหัว นำไปตรวจสมอง กลุ่มสัตว์ที่อาการทางประสาท หรือมีความเสี่ยงเหล่านี้ เราก็ต้องการทราบก่อน เพราะไม่อยากไปฆ่าเขาก่อนแล้วค่อยมาตรวจ อยากทำตั้งแต่เขามีชีวิตอยู่ว่าเขาป่วยหรือไม่ ก็อยากพัฒนาชุดตรวจตรงนี้เพิ่มเติม

นายเพชรมงคล วัสสุวรรณ เลขาผู้อำนวยการโรงพยาบาลศุขเวช และเป็นตัวแทนบริษัท นวศรี การแพทย์ จำกัด และบริษัท แอฟฟิโนม กล่าวว่า นายเจษฎา ณ ปลอด ประธานกรรมการบริหาร ได้ให้เดินทางมาเป็นตัวแทนมอบทุนสนับสนุนการวิจัย ถึงแม้ว่าเราจะเป็นบริษัทเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญและเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเครื่องมือและชุมตรวจโรคสำหรับมนุษย์ และดีใจที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่ง ที่ได้มาสนับสนุนงานวิจัยที่จะทำชุดตรวจให้กับสัตว์ ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง พร้อมทั้งได้สนับสนุนทุนวิจัยให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ และมองเห็นปัญหาเรื่องการติดโรคของสัตว์ และมีโรคติดต่อในสัตว์ค่อนข้างมากในปัจจุบัน และงานวิจัยชิ้นนี้เมื่อสำเร็จจะเป็นผลดีต่อสังคมและประเทศชาติ เพราะปัจจุบันการเกิดโรคของสัตว์ จะทราบได้ก็ต่อเมื่อป่วยก็จะช้าเกินไป แล้วก็เสี่ยงการสูญเสียชีวิต เมื่อการพัฒนาชุดตรวจขึ้นมา ก็หวังว่าจะช่วยเหลือชีวิตเขาได้
โดยเฉพาะเรื่องของช้าง ที่ในประเทศไทยมีอยู่ในหลักพันตัว ซึ่งไม่ทราบประชากรที่แน่ชัด แต่มองว่า หากวันนี้ไม่ได้ดูแลเรื่องช้างอย่างเหมาะสม ในอนาคตก็อาจจะไม่มีช้างให้ลูกหลานได้เห็นอีกต่อไป และช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง อยู่คู่กับคนไทยมานาน ทางบริษัทก็มีความยินดีที่ได้เข้ามาสนับสนุนทุนในการวิจัยและอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับอาจารย์ที่มีความตั้งใจทำงานวิจัยเรื่องนี้ ทางบริษัทก็จะส่งเสริมนักวิจัยเหล่านี้ต่อไปในอนาคต ไม่ได้มองในทางธุรกิจอย่างเดียว แต่มองว่าสังคมและประเทศชาติจะได้รับประโยชน์อะไรจากตรงนี้ และทำให้งานวิจัยสำเร็จ มาช่วยเหลือช้างในประเทศ และในอนาคตเมื่องานวิจัยสำเร็จจะลดการนำชุดตรวจเข้ามาจากต่างประเทศ เป็นราคาที่ถูก จับต้องได้ ประกอบกับชุดตรวจหลายๆ ตัว อย่างเช่นในมนุษย์ ก็ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศอยู่ ซึ่งมีราคาแพง วันนี้ต้องมาสนับสนุนคนไทยให้ใช้ของไทยกันเอง และการตรวจโรคก็จะตรงกับโรคของคนไทย

ดร. วที สีสวย ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนา และหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า โครงการนี้ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด “Collaborative Platform for Diagnostic Innovation” โดยการสนับสนุนจากแอฟฟิโนมจะครอบคลุมทั้งวัสดุวิจัย การให้คำปรึกษาทางเทคนิค และสิทธิ์ในการใช้นวัตกรรม “OmniFlex™ Universal Platform” ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานที่ออกแบบให้นักวิจัยสามารถพัฒนาต้นแบบระบบเดียวกับกระบวนการผลิตจริง ช่วยลดช่องว่างระหว่าห้องปฏิบัติการกับภาคอุตสาหกรรม ทำให้ทีมวิจัยสามารถผลิตชุดตรวจโรคเลือดออกช้างที่ได้มาตรฐาน พร้อมต่อยอดสู่การผลิตจริงในอนาคต ตลอดจนเตรียมขยายความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับช้างทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนต่อไป
สำหรับแพลตฟอร์ต “OmniFlex™ Universal Platform” แพลตฟอร์มมาตรฐานเชื่อมโยงห้อง Lab สู่การผลิตจริง และแพลตฟอร์มนี้จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้กับนักวิจัย เพราะพบปัญหาว่า นักวิจัยไม่สามารถหาโรงงานผลิตในแบบของเขาได้ตามที่เขาต้องการ ส่วนโรงงานด้วยเรื่องของต้นทุน ทรัพยากร เขาก็ไม่สามารถทำในสิ่งที่นักวิจัยต้องการได้ ซึ่งงานวิจัย รวมถึงต้นแบบต่างๆ ก็จะไปค้างอยู่ที่งานวิจัย เพราะต่อยอดยาก จนกว่าจะหาโรงงานที่ผลิตให้ได้ตามแบบที่ต้องการ ดังนั้นแอฟฟิโนม จึงมีแพลตฟอร์มที่ให้นักวิจัยเข้ามาสร้างสรรผลงาน เมื่อวิจัยเสร็จก็สามารถส่งให้โรงงานผลิตได้เลย ซึ่งนักวิจัยต่างๆ ทั่วทั้งประเทศไทย สามารถเข้ามาใช้งานได้ เพราะเปิดให้มีการเข้ามาใช้สร้างสรรผลงาน เพียงแต่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนคือ งานวิจัยดังกล่าวต้องเคยได้รับทุนมาแล้ว เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่างานนั้นมีคุณค่าแท้จริง และส่งข้อมูลงานวิจัย รวมถึงเอกสารต่างๆ เข้ามา เมื่อผ่านการพิจารณาก็สามารถใช้แพลตฟอร์มนี้ได้ ซึ่งนักวิจัยสามารถนำไปต่อยอดได้ว่า เมื่อผลิตออกมาจริงจะใช้งานได้ไหม และเป็นไปตามข้อสัญนิษฐานของผลงานวิจัยหรือไม่ หากทำสำเร็จในการทดสอบด้วยแพลตฟอร์ม และต้องการหาบริษัทที่มาช่วยผลิตให้ได้ตรงใจก็จะได้ค้นหาบริษัทเหล่านั้นได้ และผลงานวิจัยที่ออกมาก็จะแม่นยำ มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น


