หวั่นจุด “ฟันหลอ” ร้านค้าริมตลิ่งเร่งเจรจาอุดช่องโหว่ ชุมชนป่าพร้าวนอกขอกำลังหนุนเครื่องมือช่วยกลุ่มเปราะบาง
เชียงใหม่ – เทศบาลนครเชียงใหม่ถอดบทเรียนน้ำท่วมใหญ่ปี 67 สั่งปูพรมเสริมคันดินริมตลิ่งแม่น้ำปิงทั้งสองฝั่ง เพิ่มความสูงอีก 0.50 – 1.00 เมตร เผยฝั่งตะวันตกคืบหน้าแล้วกว่า 2.5 กิโลเมตร มั่นใจยันมวลน้ำหลากระดับเดิมได้อยู่หมัด ยอมรับยังห่วงจุด “ฟันหลอ” กลุ่มอาคารและร้านค้าสร้างทับแนวคันดิน เตรียมส่งโป๊ะแบคโฮลุยอุดช่องว่าง ด้านประธานชุมชนป่าพร้าวนอกพอใจมาตรการเชิงรุก วอนรัฐประสานใกล้ชิดพร้อมหนุนอุปกรณ์กู้ภัยช่วยเหลือผู้สูงอายุในพื้นที่ต่ำสุด
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ณ บริเวณเชิงสะพานเม็งราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นายวิสาขะ ปัญญาช่วย รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล และประธานชุมชนป่าพร้าวนอก ร่วมลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าการก่อสร้างและเสริมแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำปิง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำหลากในเขตเศรษฐกิจและชุมชนกลุ่มเสี่ยง ย่านช้างคลาน และป่าพร้าวนอก

นายวิสาขะ ปัญญาช่วย รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เปิดเผยว่า นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ได้มอบหมายให้ตนกำกับดูแลการป้องกันอุทกภัยปี 2569 อย่างใกล้ชิด โดยนำบทเรียนจากมหาอุทกภัยเมื่อปี 2567 มาปรับปรุงแนวรับน้ำ ซึ่งแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ประกอบด้วย
พาร์ทแรก ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง: ดำเนินการเสริมคันดินตั้งแต่สำนักงานสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (สบอ.16) ยาวต่อเนื่องไปจนถึงโรงแรมรติล้านนา ย่านป่าพร้าวนอก รวมระยะทางประมาณ 2.50 กิโลเมตร โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลระดับน้ำวิกฤตสูงสุดในปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 5.30 เมตร (ณ จุดวัด P.1 เชิงสะพานนวรัฐ) ทางเทศบาลจึงได้เสริมคันดินดันระดับความสูงเฉลี่ยไปอยู่ที่ระดับ 6.00 เมตร
พาร์ทที่สอง ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง: ดำเนินการเสริมคันดินตั้งแต่บริเวณฝายพญาคำเดิมไปจนถึงบริเวณกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 โดยได้รับการยอมรับและร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นการเสริมความสูงขึ้นจากเดิมอีก 0.50 ถึง 1.00 เมตร คาดว่าจะสามารถรองรับระดับน้ำหลากได้สูงกว่า 5.00 เมตรขึ้นไป ทั้งนี้ ในอดีตแนวต้านน้ำหลากเดิมของตลิ่งอยู่ที่ระดับ 4.50 เมตร แต่ในปี 2567 มวลน้ำปิงหลากล้นตลิ่งรอบแรกสูงถึง 4.93 เมตร และรอบที่สองทะลุถึง 5.20 เมตร

รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กล่าวต่อว่า สำหรับอุปสรรคสำคัญที่ยังน่าเป็นห่วงคือ “จุดฟันหลอ” ซึ่งเป็นบริเวณที่มีสถานประกอบการ อาคาร และร้านอาหารสร้างติดริมแม่น้ำปิง หรือสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่บนคันดินเดิม ตรงจุดนี้เทศบาลฯ อยู่ระหว่างการเจรจากับเจ้าของสถานประกอบการเพื่อขอขยับและอัดดินเข้าไปในช่องว่าง โดยในส่วนที่เข้าถึงยากจะใช้แนวทางนำโป๊ะแบคโฮลงดำเนินการจากในน้ำเพื่ออุดช่องว่างระหว่างอาคารกับตลิ่งเดิมให้เสร็จสิ้น นอกจากนี้ยังได้ปรับเปลี่ยนเกณฑ์การแจ้งเตือนภัยน้ำปิงวิกฤตที่จุด P.1 จากเดิม 3.70 เมตร เป็น 4.20 เมตร พร้อมจัดตั้งศูนย์ “CM FORCE” เพื่อเป็นศูนย์สั่งการและติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง
ด้าน นายสมควร ไชยคำวัง ประธานชุมชนป่าพร้าวนอก ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำสุดและรับน้ำปิงก่อนพื้นที่อื่นในตัวเมืองเชียงใหม่ กล่าวว่า ชาวบ้านมีความมั่นใจมากขึ้นหลังเห็นระดับคันกั้นน้ำที่เทศบาลฯ เสริมขึ้นมาใหม่ เชื่อว่าจะป้องกันน้ำท่วมได้หากปริมาณน้ำมาเท่าเดิมหรือสูงกว่าเดิมไม่มาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชุมชนต้องการหากเกิดสถานการณ์วิกฤตขึ้นจริง คือการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานราชการกับผู้นำชุมชนในการแจ้งเตือนภัย
“เนื่องจากชุมชนป่าพร้าวนอกมีกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้สูงอายุมากถึง 70-80 คน หากเกิดน้ำท่วมหลาก สิ่งที่อยากวอนขอรับการสนับสนุนคือ เครื่องมือและอุปกรณ์กู้ภัย เช่น เรือท้องแบน อุปกรณ์ป้องกันตัว และเสื้อชูชีพ เพื่อให้กรรมการชุมชนสามารถเข้าไปช่วยเคลื่อนย้ายและช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงทีและปลอดภัย” ประธานชุมชนป่าพร้าวนอก กล่าวในตอนท้าย


