เชียงใหม่ — จากแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรมระดับตำนาน สู่การปรับตัวครั้งสำคัญในโลกการท่องเที่ยวยุคใหม่ “ปางช้างแม่สา” เดินทางมาถึงวาระครบรอบ 50 ปี พร้อมก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 ภายใต้การสืบสานกิจการของ อัญชลี กัลมาพิจิตร ทายาทผู้รับช่วงต่อจาก “ชูชาติ กัลมาพิจิตร” ผู้ก่อตั้งปางช้างแม่สา โดยเตรียมปรับปรุงพื้นที่และพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยว ควบคู่กับการสร้างประโยชน์ให้ชุมชนและส่งเสริมความยั่งยืนในระยะยาว

จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2519 สู่ตำนานการท่องเที่ยวเชียงใหม่
เรื่องราวของปางช้างแม่สาเริ่มต้นขึ้นในปี 2519 จากวิสัยทัศน์ของชูชาติ กัลมาพิจิตร ผู้บุกเบิกกิจการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับช้างในยุคที่การเดินทางยังไม่สะดวกสบายเหมือนปัจจุบัน
ภายหลังการบุกเบิกปางช้างในจังหวัดเชียงราย ซึ่งในเวลานั้นยังมีนักท่องเที่ยวไม่มากนัก ชูชาติได้นำช้างเดินทางด้วยเท้าข้ามจังหวัดมายังท่าแพแม่ตะมาน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในยุคที่ถนนหนทางหลายแห่งยังเป็นทางดินแดง ก่อนริเริ่มกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างการขี่ช้าง นั่งเกวียน และล่องแพ ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ผู้มาเยือนเชียงใหม่ในยุคนั้นรู้จักกันดี
การดำเนินงานไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว แต่ยังขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่คนในท้องถิ่น โดยมีการเชื่อมโยงโปรแกรมท่องเที่ยวระหว่างปางช้างแม่สากับปางช้างแม่ตะมาน สร้างงานให้พนักงานกว่า 400 คน และช่วยให้ครอบครัวในชุมชนมีรายได้จากกิจกรรมท่องเที่ยว

บ้านโต้งหลวง พื้นที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมและวิถีชีวิต
นอกจากกิจการปางช้างแล้ว ในปี 2546 ชูชาติยังได้ก่อตั้งบ้านโต้งหลวง เพื่อสนับสนุนครอบครัวกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทำงานร่วมกัน ผ่านการส่งเสริมงานหัตถกรรม เกษตรกรรม และการเรียนรู้วิถีชีวิตดั้งเดิม
พื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์กลางนำเสนอวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ 8 กลุ่ม ได้แก่ ลาหู่ ม้ง กะเหรี่ยงขาว กะเหรี่ยงคอยาว ปะหล่องหรือดาราอั้ง เย้า กะยอ และอาข่า เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม พร้อมสร้างช่องทางรายได้ให้กับชุมชน
แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การท่องเที่ยวสามารถเชื่อมโยงกับการสร้างอาชีพ การอนุรักษ์ภูมิปัญญา และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่ได้

ฝ่าวิกฤตโควิด-19 ความท้าทายครั้งใหญ่ของผู้สืบทอด
หลังชูชาติ กัลมาพิจิตร ถึงแก่อนิจกรรมในปี 2562 อัญชลี กัลมาพิจิตร บุตรสาวคนโตได้เข้ามาสืบทอดกิจการ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระหว่างปี 2563-2565 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อธุรกิจท่องเที่ยว
ข้อมูลจากผู้บริหารระบุว่า บริษัทประสบผลประกอบการติดลบราว 60 ล้านบาท และต้องปรับรูปแบบการดำเนินงาน เปิดและปิดบริการสลับกันหลายครั้งตามสถานการณ์
ในช่วงเวลาเดียวกัน อัญชลียังปฏิบัติหน้าที่นายกเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหาร เคียงข้างผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้น วรญาณ บุญณราช ทำให้ต้องเดินทางระหว่างเชียงใหม่กับมุกดาหารต่อเนื่องกว่า 3 ปี
แม้ต้องเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน แต่ปางช้างแม่สายังคงพยายามประคับประคองกิจการ ด้วยการปรับรูปแบบบริการ รวมถึงเปิดให้เข้าชมฟรีเพื่อระดมทุนจัดหาอาหารเลี้ยงช้าง ก่อนทยอยพัฒนาไปสู่กิจกรรมที่เน้นการดูแลช้างอย่างใกล้ชิด เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย
ต่อมา เมื่อเผชิญความท้าทายใหม่จากสถานการณ์ภายนอกประเทศ อัญชลีจึงตัดสินใจกลับมาทุ่มเทให้กับการบริหารปางช้างแม่สาอย่างเต็มที่อีกครั้ง เพื่อวางทิศทางการดำเนินงานให้สอดรับกับสภาพตลาดและความคาดหวังของนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน

ก้าวสู่ปีที่ 51 เตรียมปรับโฉมรับไฮซีซั่น
ในวาระครบรอบ 50 ปี และการก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 ปางช้างแม่สาวางแผนปรับปรุงภูมิทัศน์และอาคารสถานที่โดยรอบ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อเตรียมความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี
อีกหนึ่งมาตรการสำคัญคือการมอบราคาพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวในช่วงฉลองครบรอบ 50 ปี ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2569 ถึง 30 เมษายน 2570 รวมระยะเวลา 5 เดือน โดยกำหนดอัตราค่าเข้าชมดังนี้
- นักท่องเที่ยวชาวไทย 50 บาทต่อคน ไม่รวมตะกร้าอาหารช้าง
- นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 300 บาทต่อคน รวมตะกร้าอาหารช้าง
การกำหนดราคาพิเศษดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้กลับมาเยี่ยมชมปางช้างแม่สาในวาระสำคัญนี้

เปิดพื้นที่สร้างคอมมิวนิตี้ใหม่ เชื่อมโยงธุรกิจและชุมชน
นอกเหนือจากการปรับปรุงพื้นที่ ปางช้างแม่สายังเตรียมเปิดรับผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาพื้นที่ ทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหาร ผู้ผลิตสินค้า OTOP และสินค้าพื้นบ้าน เพื่อสร้างคอมมิวนิตี้ที่รวบรวมกิจกรรมท่องเที่ยว การเรียนรู้เรื่องช้าง และผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไว้ในพื้นที่เดียวกัน
แนวทางที่วางไว้คือการผลักดันปางช้างแม่สาให้เป็นศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยและแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้สนใจเรื่องช้าง ควบคู่กับการเป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้าท้องถิ่นและหัตถกรรมประยุกต์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่นักท่องเที่ยวและเปิดโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการในพื้นที่
ขณะเดียวกัน ยังเตรียมส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยนำช้าง ควาญช้าง และพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์เข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวข้าวที่บ้านโต้งหลวง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมอย่างใกล้ชิด และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรมชุมชน
จากตำนานในอดีต สู่ความท้าทายในอนาคต
การเดินทางตลอด 50 ปีของปางช้างแม่สาเป็นภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชียงใหม่ ตั้งแต่ยุคบุกเบิกกิจกรรมท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับช้าง การสร้างงานให้คนในท้องถิ่น ไปจนถึงการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจและโรคระบาดที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างรุนแรง
การก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 จึงไม่ใช่เพียงการฉลองความสำเร็จในอดีต แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวครั้งใหม่ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเรียนรู้ที่เชื่อมโยงคน ช้าง วัฒนธรรม และชุมชนเข้าด้วยกัน
ภายใต้การนำของอัญชลี กัลมาพิจิตร ปางช้างแม่สากำลังเดินหน้าสร้างบทต่อไปของตำนานการท่องเที่ยวเชียงใหม่ โดยหวังให้สถานที่แห่งนี้ยังคงเป็นพื้นที่ที่สร้างประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยว สร้างโอกาสให้คนในท้องถิ่น และเติบโตไปพร้อมกับสังคมและธรรมชาติอย่างยั่งยืน

CM77.COM | ข่าวเชียงใหม่ ข่าวล้านนา ทันเหตุการณ์

