เชียงใหม่ – บพท. จัดงาน “ล้านนาคดีดาราเทวี ศรีเชียงใหม่” มองล้านนาในมิติใหม่ผ่าน “มรดกที่มีชีวิต” งานช่างฝีมือ และเรื่องราวของผู้คนผู้สืบสานภูมิปัญญา เปิดพื้นที่นำเสนอสินค้าล้านนาพรีเมี่ยม พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และชุมชน หวังต่อยอดงานคราฟต์ สร้างรายได้ และผลักดันสินค้าท้องถิ่นสู่ตลาดโลก โดยมี อบจ.เชียงใหม่ ให้การสนับสนุน

เมื่อเวลา 15.00-19.00 น. วันที่ 16 สิงหาคม 2569 ที่กาดดาราเทวี โรงแรมดาราเทวี อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีการจัดงาน “ล้านนาคดีดาราเทวี ศรีเชียงใหม่” ภายใต้แนวคิดการมองล้านนาในมิติใหม่ ผ่านมรดกที่มีชีวิต งานช่างฝีมือ และเรื่องราวของผู้คนที่ร่วมกันสืบสานและส่งต่ออัตลักษณ์ล้านนา
งานได้รับเกียรติจาก นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงาน โดยมี รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) กล่าวรายงาน
ภายในงานมีเวทีเสวนา Lanna Study: Heritage Craft & Nomad โดยมีผู้ร่วมเสวนาจากหลายภาคส่วน ได้แก่ เจ้าสุรีย์ ณ เชียงใหม่ ประธานกองทุนดารารัศมีรำฦก, อ.ธิตินัดดา จินาจันทร์ นักวิจัย สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, คุณฐาปนีย์ เครือระยา นักบริหารงานการศึกษา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและล้านนาสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, คุณกรรจิต นาถไตรภพ เจ้าของแบรนด์ WASOO, คุณอรุณประไพ โรจนะโชติกุล Founder The Artisan Square at Khum Kaew Palace และคุณอริษา นิมมานเหมินท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อนุสาร จำกัด รวมถึงคณะทำงานขับเคลื่อน Nomad Friendly District จังหวัดเชียงใหม่
โดยมี ดร.กรวรรณ สังขกร รักษาผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและล้านนาสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ

อบจ.เชียงใหม่ พร้อมสนับสนุนงานวัฒนธรรมและคราฟต์
นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีรายได้หลักกว่า 70 เปอร์เซ็นต์มาจากภาคการท่องเที่ยว ขณะที่ อบจ.เชียงใหม่ ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ของจังหวัด มีบทบาทดูแลและสนับสนุนงานในหลายด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม สาธารณสุข สุขภาพประชาชน และการกีฬา
อบจ.เชียงใหม่มีนโยบายสนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ภายใต้กรอบภารกิจที่สามารถดำเนินการได้ และสำหรับกิจกรรมครั้งนี้ได้เข้ามาสนับสนุน พร้อมเห็นถึงความร่วมมือของหลายภาคส่วนในการขับเคลื่อนงานด้านวัฒนธรรมและงานคราฟต์
นายก อบจ.เชียงใหม่ ยังกล่าวถึงความภาคภูมิใจของจังหวัดเชียงใหม่ จากกรณีผู้เชี่ยวชาญจาก สภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (ICOMOS) ลงพื้นที่ตรวจประเมินเชียงใหม่เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก โดยระบุว่าหากได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก เชียงใหม่จะเดินหน้าสู่การเฉลิมฉลองวาระ 730 ปีต่อไป
“กิจกรรมวันนี้ถือว่าเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งที่ อบจ.สนับสนุน งานคราฟต์ สินค้าที่มีคุณภาพ จากอดีต ปัจจุบัน และเพื่ออนาคตต่อไป” นายก อบจ.เชียงใหม่ กล่าว
บพท. ชู “สินค้าล้านนาพรีเมี่ยม” เชื่อมตลาดโลก
ด้าน รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม กล่าวว่า ระบบเศรษฐกิจสำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ดีขึ้น จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับเรื่องของมรดกและงานคราฟต์ รวมถึงการทำงานร่วมกันของศิลปินและสล่า ตลอดจนการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวในระยะยาว
การจัดงานครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน โดยมีสถานที่ดาราเทวีเป็นพื้นที่จัดกิจกรรม พร้อมได้รับการสนับสนุนจาก อบจ.เชียงใหม่ และความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาหลายแห่งในภาคเหนือ
รศ.ดร.ปุ่น กล่าวว่า สินค้าล้านนาพรีเมี่ยมของเชียงใหม่มีคุณภาพและมีศักยภาพ แต่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาดโลก การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จึงเป็นอีกบทบาทที่ บพท. ต้องการผลักดัน เพื่อสร้างพื้นที่ทางสังคมสำหรับสินค้าคราฟต์ และส่งเสริมให้สามารถก้าวเข้าสู่ตลาดโลกได้
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะขยายกิจกรรมไปยัง อำเภอสันกำแพง ซึ่งเป็นอีกพื้นที่สำคัญด้านงานหัตถกรรมของเชียงใหม่ โดยต้องการเชิญชวนผู้คนแต่งกายแบบล้านนา มาร่วมเล่าเรื่องราวของล้านนา นำสินค้ามาจำหน่าย และสร้างพื้นที่สำหรับการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

ดาราเทวีเปิดพื้นที่สนับสนุนศิลปวัฒนธรรมล้านนา
ด้าน นายสุพรรณ เศษธะพาณิช เจ้าของสถานที่ดาราเทวี กล่าวว่า โรงแรมดาราเทวีมีองค์ประกอบของวัฒนธรรมล้านนาอยู่แล้ว และตั้งแต่เข้ามาบริหารได้มองว่าสถานที่แห่งนี้ควรเป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมล้านนา รวมถึงด้านการค้าขาย
พร้อมยืนยันว่า พื้นที่ของดาราเทวีมีความพร้อมที่จะสนับสนุนกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
เชื่อม “Heritage – Craft – Creative District”
สำหรับการดำเนินโครงการพัฒนาเมืองในปัจจุบัน มุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้และการทำงานร่วมกันในหลายมิติ โดยเฉพาะการเชื่อมโยง ย่านสร้างสรรค์ การขับเคลื่อนทางวัฒนธรรม และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม (Heritage) ให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม
ที่ผ่านมา คณะทำงานได้สั่งสมองค์ความรู้และผลงานวิจัยเชิงวิชาการร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อย่างต่อเนื่อง แต่ยังขาดการบูรณาการเพื่อเปิดตัวย่านสร้างสรรค์และเครือข่ายอย่างเป็นทางการในพื้นที่จริง
การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มในการเชื่อมโยงกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ Digital Nomad กับกลุ่มผู้ขับเคลื่อนมรดกทางวัฒนธรรม Heritage Class รวมถึงภาคีเครือข่ายพัฒนาเมืองในพื้นที่ เช่น เครือข่ายวัดเชียงมั่น วัดล่ามช้าง กลุ่มอนุสาร กลุ่มเขียวสายหอม และกลุ่มฟ้าล้านนา เพื่อร่วมจัดแสดงแผนที่วัฒนธรรม หรือ Cultural Mapping และผลงานเชิงพื้นที่
พร้อมเชื่อมโยงการทำงานไปสู่ระดับนโยบาย ผ่านการมีส่วนร่วมของ อบจ.เชียงใหม่ และภาคเอกชน เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาเมือง และสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนทางวัฒนธรรมล้านนาในระยะยาว

เปิดพื้นที่เรียนรู้และต่อยอดงานฝีมือ
การจัดงานมีวัตถุประสงค์สำคัญ ได้แก่ การเผยแพร่องค์ความรู้และจัดกิจกรรมเชิงวิชาการผ่านเวทีเสวนาและ Creative Workshop ที่ต่อยอดจากฐานงานวิจัย เพื่อพัฒนาเมืองอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ยังมุ่งขับเคลื่อนคุณค่าของเมืองภายใต้ธีม “Impact” ใน 3 มิติ ได้แก่ งานฝีมือและการสร้างสรรค์ Impact Class/Craft มิติวัดและวัฒนธรรม Impact Cultural และมิติมรดกทางวัฒนธรรม Impact Heritage
พร้อมส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ชุมชน ย่านสร้างสรรค์ และกลุ่มพันธมิตรนานาชาติ ผ่านการนำเสนอ Cultural Mapping ผลงานเชิงพื้นที่ และอัตลักษณ์ของย่าน
ภายในงานยังมีการจัดแสดงผลงานและกิจกรรม Workshop งานคราฟต์ โดยเครือข่ายย่านสร้างสรรค์และมรดกโลกเชียงใหม่ การแสดง Lanna Heritage Performance โดยเครือข่ายงานศิลปะวัฒนธรรมเชียงใหม่ รวมถึงการจำลองบรรยากาศกาดมั่ว เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมงาน ภาคีเครือข่าย และผู้เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้วัฒนธรรมล้านนาร่วมกัน
การจัดงาน “ล้านนาคดีดาราเทวี ศรีเชียงใหม่” จึงนับเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการนำทุนทางวัฒนธรรม งานฝีมือ และภูมิปัญญาของล้านนา มาพัฒนาให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาอัตลักษณ์และส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่นอย่างยั่งยืน.

